วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ผลการศึกษาเปรียบเทียบเจลอะกาโรส 2.5% ของ Advanced Aesthetic Technologies, Inc. กับฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิค เผยให้เห็นผลลัพธ์เท่ากันในการรักษาริ้วรอยบริเวณร่องแก้มระดับกลางถึงรุนแรง

 

        ผลการศึกษาแบบแบ่งซีกหน้าสองข้าง เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของฟิลเลอร์เจลอะกาโรส 2.5% ในการรักษาริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม ได้รับการเผยแพร่ในวารสารที่ผ่านการทบทวนโดยผู้รู้เสมอกัน

        Advanced Aesthetic Technologies, Inc. (AAT) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเสริมความงามด้วยซิลิโคนเจล มีความภาคภูมิใจในการประกาศว่า Algeness® VL (2.5% Agarose Gel) ปรากฏให้เห็นประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และคุณสมบัติการใช้งานที่เทียบเคียงกันได้กับ NASHA-L เมื่อประเมินจากผลการศึกษาแบบแบ่งซีกหน้าสองข้างที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Journal of Cosmetic Dermatology

"ฟิลเลอร์เจลอะกาโรสเป็นโพลิเมอร์เจลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยมีโครงสร้างสามมิติคล้ายกับสารประกอบที่อยู่ภายนอกเซลล์ ซึ่งมีความทนทานโดยไม่ต้องทำให้เกิดการเชื่อมโยง การวิจัยครั้งนี้มีผู้ป่วย 66 คนด้วยกัน 

ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของฟิลเลอร์เจลอะกาโรส 2.5% ในการรักษาริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม เทียบกับ NASHA-L โดยเราได้ประเมินริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม (NLF), ค่า Wrinkle Severity Rating Scale (WSRS), ค่า Global Aesthetic Improvement Scale (GAIS [ผู้วิจัยถูกปกปิดข้อมูล]) 

เช่นเดียวกับความพึงพอใจของผู้ป่วยในการวิจัย เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และคุณประโยชน์การใช้งาน"

นพ. Nicolò Scuderi ผู้นำการวิจัย จากแผนกศัลยกรรมทั่วไปและศัลยกรรมตกแต่ง มหาวิทยาลัย University of La Sapienza กรุงโรม ประเทศอิตาลี กล่าว

        ในกลุ่มผู้ร่วมการวิจัยทั้ง 66 รายนั้น อาสาสมัคร 46 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 66.7% ได้รับการประเมินเมื่อผ่านไป 3 เดือน พบการเปลี่ยนแปลงของค่า WSRS โดยเฉลี่ยมีค่าเท่ากันเมื่อเทียบผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัว (−1.1 ± 0.4 สำหรับ 2.5% agarose; −1.1 ± 0.4 สำหรับ NASHA-L)

        ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวมีคะแนนใกล้ ๆ กันในทุกช่วงเวลาที่วัดผล และเริ่มกลับคืนสู่เส้นฐานระหว่าง 7-8 เดือน ขณะที่ค่า GAIS มีรูปแบบคล้ายกัน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างเดือนที่ 7 กับเดือนที่ 8 (2.7 ± 0.6 สำหรับ 2.5% agarose ณ เดือนที่ 7 และ 3.3 ± 0.5 ณ เดือนที่ 8 เทียบกับ 2.7 ± 0.6 สำหรับ NASHA-L ณ เดือนที่ 7 และ -3.3 ± 0.5 ณ เดือนที่ 8)

         โดยเมื่ออัลตราซาวด์แล้วพบความยืนยาวในฟิลเลอร์ทั้งสองชนิด เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นเป็นเวลาชั่วคราวทั้งหมด และได้รับการแก้ไขภายใน 15 วัน เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงมาก ส่วนจำนวนและความรุนแรงของเหตุการณ์เหล่านี้คล้าย ๆ กันระหว่างฟิลเลอร์ทั้งสองชนิด

โดยนพ. Scuderi กล่าวว่า 

"เรายังคงประทับใจกับผลลัพธ์จากการทดลองฟิลเลอร์ผิวหนังในกลุ่ม Algeness® ซึ่งเป็นฟิลเลอร์แรกในตลาดที่มาจากธรรมชาติ 100% มีความเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อในร่างกาย และย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ทำให้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้โดดเด่นจากสารฉีดตัวอื่น ๆ"

นพ. Brian Kinney, FACS ผู้วิจัยจากสหรัฐ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่แผนกศัลยกรรมตกแต่ง มหาวิทยาลัย University of Southern California, Keck School of Medicine ในเบเวอร์ลีฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวเสริมว่า

 "ผลลัพธ์เหล่านี้ได้เข้ามาหนุนหลักฐานที่ช่วยยืนยันว่า Algeness® (ฟิลเลอร์เจลอะกาโรส 2.5%) มีความปลอดภัยสูงและผู้ป่วยทนต่อผลข้างเคียงได้ดี เราสรุปได้ว่า ฟิลเลอร์อันเป็นเอกลักษณ์นี้มีความยืนยาวเทียบเคียงกันได้กับฟิลเลอร์ที่นิยมใช้เป็นอันดับต้น ๆ อย่างกรดไฮยาลูรอนิค NASHA-L"

Doug Abel ซีอีโอของ AAT กล่าวว่า 

"เรามีความยินดีอย่างยิ่งกับผลลัพธ์จากการศึกษาวิจัยครั้งสำคัญนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในการวิจัยทางคลินิกเบื้องต้นนี้ ผลลัพธ์ที่เห็นจากเจลอะกาโรส 2.5% เทียบเท่ากับ NASHA-L นับเป็นอีกความก้าวหน้าสำคัญที่แสดงให้เห็นประสิทธิภาพและการทำงานของเทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นเอง 

อย่าง Algeness® การที่ศัลยแพทย์ตกแต่งชื่อดังระดับโลก 3 ท่านให้การยอมรับผลงานของเรานั้น เป็นการตอกย้ำความทนทานของเทคโนโลยี Algeness® ขึ้นแท่นผลงานที่สร้างความแตกต่างในตลาดฟิลเลอร์ผิวหนังของโลก เราได้เริ่มกระบวนการขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐสำหรับ Algeness® แล้ว และเราได้ประสานงานกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อขึ้นทะเบียนในจีนด้วย"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น