เกือบ 7 ใน 10 คนในประเทศไทย
ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะหรื อหางาน
กรุงเทพฯ 22 มีนาคม 2566 – จำนวนเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ ในการทำงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม (Youth Not in Employment, Education, or Training: NEET) ในประเทศไทยที่กำลังเพิ่มสูงขึ้ นถือเป็นปรากฏการณ์ด้านสั งคมและเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง โดยปัจจุบันมีเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปีประมาณ 1.4 ล้านคน เป็นกลุ่ม NEET (หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของเยาวชนทั้งหมด ) และรายงานฉบับใหม่ของยูนิเซฟที่ เผยแพร่วันนี้ พบว่า เยาวชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68) ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะหรื อหางานทำ เพราะรู้สึกว่าตนเองขาดโอกาส
รายงานใหม่นี้ชื่อว่า “งานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกั บเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในการทำงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม (Youth Not in Employment, Education, or Training: NEET) ในประเทศไทย” ซึ่งจัดทำโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิ ทยาลัยและสนับสนุนโดยองค์การยู นิเซฟ ประเทศไทย เป็นงานวิจัยเชิงลึกชิ้นแรกที่ นำเสนอภาพรวมเกี่ยวกับเยาวชนกลุ่ ม NEET ในประเทศไทย โดยได้ศึกษาปัจจัยที่ทำให้ เยาวชนหลุดออกจากระบบการศึ กษาและตลาดแรงงาน รวมทั้งชี้ให้เห็นช่องว่ างของนโยบายและบริการที่มีอยู่ ในปัจจุบัน ตลอดจนนำเสนอแนวทางการแก้ไขเพื่ อจัดการกับปัญหาดังกล่าว
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ประมาณร้อยละ 70 ของเยาวชนกลุ่ม NEET เป็นผู้หญิง ซึ่งส่วนใหญ่ออกจากโรงเรียนเมื่ อตั้งครรภ์หรือมีภาระต้องดู แลคนในครอบครัว อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้เยาวชนกลายเป็ นกลุ่ม NEET นั้นซับซ้อนและมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพศ เชื้อชาติ สุขภาพ ระดับการศึกษา การขาดโอกาสและแรงสนับสนุน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการทำงานที่ไม่ตรงกั บความสามารถ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เด็ กและเยาวชนมีความเสี่ยงในการเป็ น NEET
นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “การที่เยาวชนจำนวนมากกลายเป็ นกลุ่ม NEET ถือเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่ วงอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อไทยได้กลายเป็ นประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้ นอย่างรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่ งของโลก นั่นแปลว่าเด็กและเยาวชนในวันนี้ จะต้องมีความสามารถ มีทักษะ และมีศักยภาพมากกว่าคนรุ่นก่ อนเพื่อที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิ จและสังคมได้ และนั่นก็หมายความว่า เรามีภารกิจอันเร่งด่วนที่ต้ องช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถพั ฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุ ณภาพ และการฝึกอบรมทักษะที่ ตอบสนองความต้องการของพวกเขา และเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ ตลาดแรงงานในโลกยุคใหม่และเป็ นพลเมืองที่ร่วมสร้างความรุ่ งเรืองและเท่าเทียมให้แก่ ประเทศ”
รายงานยังระบุว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง โดยก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ ถดถอย การตกงาน หรือการหางานที่ยากขึ้นและใช้ เวลานานขึ้น ตลอดจนโอกาสในการเรียนรู้ และการเข้าถึงการฝึกอบรมทักษะที่ ลดลง ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เยาวชนเกิ ดความท้อแท้และขาดแรงจู งใจในการเรียนหนังสือ ฝึกทักษะ หรือหางาน และกลายเป็นกลุ่ม NEET มากขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า จำนวนเยาวชนที่อยู่ ในตลาดแรงงานลดลงจาก 4.8 ล้านคนในปี 2554 เหลือ 3.7 ล้านคนในปี 2564 โดยที่อัตราการว่างงานในกลุ่ มเยาวชนอายุ 15-24 ปีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 ในปี 2554 เป็นร้อยละ 6.5 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 โดยสูงกว่าอัตราการว่างงานของวั ยผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 0.7
ในปี 2565 สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กรมกิจการเด็กและเยาวชน และยูนิเซฟได้จัดทำการสำรวจเด็ กและเยาวชนอายุ 10-25 ปีกว่า 55,000 คนทั่วประเทศ และพบว่า มีเยาวชนไม่ถึงร้อยละ 40 ที่รู้สึกว่าระบบการศึกษาในปั จจุบันช่วยให้พวกเขามีความพร้ อมสำหรับตลาดแรงงาน ในขณะที่เพียงร้อยละ 36 เห็นว่าการเรียนออนไลน์ที่ โรงเรียนจัดให้นั้นมีประสิทธิผล
รายงานใหม่ของยูนิเซฟยังระบุถึ งความท้าทายต่าง ๆ ในการจัดการปัญหาเยาวชนกลุ่ม NEET เช่น การขาดนโยบายร่วม และการขาดการประสานงานหรื อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิ ทธิภาพระหว่างหน่วยงานที่เกี่ ยวข้อง ซึ่งทำให้บริการต่าง ๆ ทั้งในด้านการศึกษา การฝึกอบรม และการจัดหางานมีอยู่อย่างจำกัด แยกส่วน และไม่สอดคล้องกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยผู้ นำและความมุ่งมั่นจากผู้ กำหนดนโยบายในระดับสูงในการแก้ ปัญหาดังกล่าว
นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “กระทรวงแรงงานได้ตระหนักถึ งความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ ไขปัญหาเยาวชน NEET และต้องให้การสนับสนุนเพื่อให้ พวกเขากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เข้าถึงการฝึกอบรม และมีการจ้างงานที่มีคุณภาพ หนทางหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายดั งกล่าวคือการบูรณาการความร่วมมื อจากหลาย ๆ ภาคส่วนในการพัฒนาทักษะที่จำเป็ น ให้ความช่วยเหลือทางสังคม และผลักดันการมีส่วนร่ วมของเยาวชน รวมทั้งเสริมสร้ างโอกาสและความเท่าเทียมในการศึ กษา การฝึกอาชีพ และการจ้างงานแก่เยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ มเปราะบาง ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ชี วิตอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากวัยรุ่ นไปสู่วัยผู้ใหญ่ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นเพื่ อการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21”
ยูนิเซฟเรียกร้องให้มีการดำเนิ นการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปั ญหาดังกล่าว โดยการจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ ดเสร็จทั่วประเทศ เพื่อให้การสนับสนุ นแบบครบวงจรและตอบโจทย์เยาวชนทั่ วไปและเยาวชนกลุ่ม NEET โดยบริการดังกล่าว ได้แก่ การให้คำปรึกษา การส่งเสริมการมีส่วนร่วม การสนับสนุนทางการเงินและแหล่ งทุนที่เข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชนกลุ่ มเปราะบางให้กลับมาเรียน ฝึกทักษะ หรือทำงานได้ ซึ่งข้อเสนอนี้เป็น 1 ใน 7 ข้อเรียกร้องจากยูนิเซฟสำหรั บการเลือกตั้งในประเทศไทย
นางคิมกล่าวเสริมว่า “จะเห็นได้ชัดว่า เยาวชนกลุ่ม NEET มีความเสี่ยงสูงที่ต้องเผชิญกั บความยากจน การถูกกีดกัน และมักขาดโอกาสและช่องทางที่ จะเพิ่มพูนทั กษะและความสามารถของตนเอง ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาโอกาสในการจ้างงาน การศึกษาและการฝึกอบรม ตลอดจนการส่งเสริมให้สังคมยอมรั บเยาวชนที่ขาดโอกาส จึงถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของไทย หากประเทศไทยต้องการเขยิ บฐานะเป็นประเทศที่มีรายได้สู งและมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสั งคมที่ก้าวหน้าและเท่าเทียม”
###
ดาวน์โหลดผลการศึกษา “งานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกั บเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในการทำงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม (Youth Not in Employment, Education, or Training: NEET) ในประเทศไทย” ภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น