ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี ร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย จัดนิทรรศการ “สัมผัสประสบการณ์ใหม่: ศิลปะเกาหลีในโลกเสมือนจริง” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันอาทิตย์ ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นการนำมรดกทางวัฒนธรรมแบบประเพณีของเกาหลีมาจัดแสดงร่วมกับสื่อดิจิทัลให้มีบรรยากาศเสมือนจริง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการถ่ายทำและอธิบายเรื่องราว จำนวน ๒ เรื่อง ร่วมกับการแสดงประติมากรรมที่เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาของไทยและเกาหลีประเทศละหนึ่งองค์
นิทรรศการนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ชาวไทยที่มีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมเกาหลีได้รับชม และในอีกด้านหนึ่งถือว่าเป็นนิทรรศการที่มีความหมายต่อวัฒนธรรม K-Culture เพราะได้นำเอามรดกทางวัฒนธรรมแบบประเพณีของเกาหลีมานำเสนอผ่านวีดิทัศน์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเสมือนจริง ซึ่งถือว่าเป็นนิทรรศการรูปแบบใหม่ และมุ่งหวังให้นิทรรศการนี้ช่วยสร้างความเข้าใจวัฒนธรรมความเชื่อในพุทธศาสนาของทั้งสองประเทศได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งผู้ชมสามารถเข้าใจเนื้อหาได้อย่างง่ายดาย โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และ Yoon Sung Yong ผู้อำนวยการใหญ่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการ เมื่อเร็ว ๆ นี้
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ความร่วมมือทางวิชาการและ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมร่วมกัน ระหว่างกรมศิลปากร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี ว่า “ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ในเดือนนี้ เพื่อแสดงออกถึงการเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี และกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จึงร่วมกันจัดนิทรรศการครั้งนี้เป็นการนำมรดกทางวัฒนธรรมแบบประเพณีของเกาหลีมาตีความใหม่ โดยใช้สื่อดิจิทัลในรูปแบบ Immersive เป็นเครื่องมือในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เสมือนจริง นอกจากนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี ยังได้นำประติมากรรมหินขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนามาจัดแสดงร่วมกับประติมากรรมของไทย เพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการเล่าเรื่องเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงและเข้าใจในเรื่องความเชื่อทางพุทธศาสนาของชาวเกาหลีได้โดยง่าย”
Yoon Sung Yong ผู้อำนวยการใหญ่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี กล่าวว่า นับตั้งแต่ประเทศไทย และประเทศเกาหลี ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมร่วมกันในปี ค.ศ ๒๐๑๙ ในวันนี้ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดทั่วโลก แต่เราก็ได้จัดนิทรรศการขึ้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน รวมทั้งจัดแสดงเป็นแห่งแรกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนิทรรศการครั้งนี้เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างมรดกวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ โดยมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๒ องค์จากทั้งสองประเทศที่นำมาจัดแสดงร่วมกัน ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสถานที่ที่ต่างกัน และมีอายุยาวนานกว่า ๑,๐๐๐ ปีก่อน
รวมทั้งเป็นการพบกันระหว่างประเพณีดั้งเดิม และสมัยใหม่ ผ่านภาพยนตร์ดิจิทัลเสมือนจริง ๒ เรื่องที่ผลิตโดยพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลีซึ่งนำมาเสนอในนิทรรศการนี้ ทั้งหมด ๒ เรื่อง คือ เรื่อง “การเดินทางของวิญญาณ” และ “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน” เรื่องราวเหล่านี้ปรากฏหลักฐานอยู่ในภาพจิตรกรรม “พญายมราชทั้งสิบ” และ “อึย-คเว” บันทึกของราชสำนักสมัยราชวงศ์โชซอน ซึ่งเป็นสมบัติที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี และได้รับการคุ้มครองโดย UNESCO ในเนื้อหาเรื่อง “การเดินทางของวิญญาณ” ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลจะนำพาเราก้าวข้ามไปพบกับโลกหลังความตาย การพิพาษาและการเวียนว่ายตายเกิดตามคติพุทธศาสนา ส่วนในเรื่อง “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน” ทุกท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศของพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่และงดงามตามธรรมเนียมในลัทธิขงจื๊อในสมัยโชซอน เป็นการปลุกกระแส K-Culture ให้กลับมามีชีวิตให้เราท่านได้เรียนรู้เรื่องราวในอดีต ณ เวลาปัจจุบันได้อย่างเต็มตา
วัฒนธรรม K-Culture รูปแบบใหม่, นิทรรศการที่ท่านจะได้สัมผัสกับมรดกทางวัฒนธรรมแบบประเพณีของเกาหลีในรูปแบบดิจิทัล
นิทรรศการครั้งนี้มีเนื้อหาที่สำคัญคือ สื่อวีดิทัศน์ดิจิทัลเสมือนจริง เรื่อง “การเดินทางของวิญญาณ” และ “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน” ซึ่งสร้างขึ้นจากเรื่องราวในสมัยราชวงศ์โชซอน (พ.ศ. ๑๙๓๕ – ๒๔๕๓) จากภาพจิตรกรรมในพุทธศาสนา “พญายมราชทั้งสิบ” และ อึย-คเว (แบบธรรมเนียมในราชสำนัก) บันทึกทางการของราชสำนักโชซอน ซึ่งทั้งสองรายการ เป็นสมบัติที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี ได้ถูกนำเสนอด้วยวิธีการใหม่ในการเข้าไปท่องสำรวจภายในผลงานศิลปะจากอดีตโดยข้ามพ้นข้อจำกัดทางกายภาพ สื่อดิจิทัลพาโนรามาที่ฉายภาพเต็มพื้นที่ห้องจัดแสดงจะนำพาให้เราพบกับการพิพากษาหลังความตายและการเวียนว่ายตายเกิดตามคติพุทธศาสนาใน “การเดินทางของวิญญาณ” “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน”จะนำเราไปสู่สถานที่ในการจัดพิธีกรรมใหญ่ ตามธรรมเนียมในลัทธิขงจื้อ ด้วยแสงและสีที่สวยสดงดงาม เสียงอันอลังการ รวมถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับโลกหลังความตายตามคติความเชื่อของชาวเกาหลี และปลุกความทรงจำอันล้ำค่าในช่วงเวลาของกระบวนพยุหยาตรา เรื่องราวที่พิเศษเหล่านี้ ได้นำเสนอผ่านมรดกทางวัฒนธรรมแบบดิจิทัลทำให้เราได้สัมผัสกับชีวิตในอดีต ณ เวลาปัจจุบันอย่างเต็มตา
นิทรรศการมรดกทางวัฒนธรรมพุทธศาสนาของไทยและเกาหลีที่มาบรรจบกันในพื้นที่เดียวกัน
นิทรรศการครั้งนี้ได้จัดแสดงประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๒ องค์ที่แตกต่างกันจากสองประเทศในโลกตะวันออกคือ เกาหลี และ ไทย รูปลักษณ์ ช่วงเวลาที่สร้าง และฝีมือช่างล้วนผิดแผก แต่รูปเคารพทั้งสองต่างก็สื่อสะท้อนถึงผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่จะช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ ประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรศิลปะเกาหลี สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษศที่ ๑๔ ขุดพบที่วัดพงฮวังซา เมืองคยองจู ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ประติมากรรมนี้ประดับตกแต่งเครื่องศิราภรณ์ที่ประดิษฐานรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรบนพระเศียร และประดับตกแต่งพระวรกายด้วยเครื่องประดับต่างๆ พระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำอมฤต (กุณฑิกะ) พื้นผิวมีลักษณะหยาบตามเนื้อหินแกรนิตที่นำมาแกะสลัก หินแกรนิตเป็นวัสดุที่แกะสลักได้ยากเนื่องจากมีเนื้อที่ค่อนข้างหยาบ แต่ก็เป็นวัสดุที่นิยมนำมาใช้ในงานประติมากรรมทางพุทธศาสนาสมัยโบราณของเกาหลีมากที่สุด ประติมากรรมหินแกรนิตจากเกาหลีมีการแสดงรูปแบบที่เป็นนามธรรมอย่างชัดเจน ในขณะที่พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรของไทย สร้างขึ้นในภาคผู้บำเพ็ญพรต เกล้าผมสูงเหนือศีรษะ หรือที่เรียกว่า “ชฎามกุฎ” ที่มวยผมประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ อันหมายถึงพระธยานิพุทธอมิตาภะ และห่มหนังกวางที่พระอังสา (ไหล่) ด้านซ้าย พระเนตรมองลงเบื้องล่าง ตามพระนามของพระองค์ “อวโลกิเตศวร” อันหมายความว่า “พระผู้มองลงต่ำ” คติการนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทศาสนาฝ่ายมหายานมีความสำคัญและแพร่หลายจากอินเดียมาสู่ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒
ไทยและเกาหลี, นิทรรศการที่เป็นการจัดร่วมกันระหว่างหน่วยงานทางวัฒนธรรมหลักของทั้งสองประเทศ
นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลีกับกรมศิลปากร ประเทศไทย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ทั้งสองหน่วยงานมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๖๒ ทั้งสองหน่วยงานได้มีการลงนามความร่วมมือกันในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและวัฒนธรรม อีกทั้งยังได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี ประจำประเทศไทย ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการทำให้นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นได้ และในวาระนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดนิทรรศการครั้งนี้จะทำให้มิตรภาพของไทยและเกาหลีที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนบุคลากรและวัฒนธรรมได้เติบโตเข้มแข็งยั่งยืน อีกทั้งเจตจำนงเดียวกันของหน่วยงานหลักทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศนี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศต่อไป และหวังว่าการจัดนิทรรศการรูปแบบใหม่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในโอกาสพิเศษนี้จะช่วยให้ท่านได้สัมผัสกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของเกาหลีได้ง่ายและใกล้ชิดมากขึ้น และจะได้รับความรักอย่างยิ่งจากชาวไทยเช่นเดียวกับที่ท่านได้เทใจให้แก่วัฒนธรรมป็อบของเกาหลี เช่น ละคร ภาพยนตร์ และดนตรี มาก่อนนี้แล้ว
-------------------------------------------------สื่อวีดิทัศน์ดิจิทัลเสมือนจริง
การเดินทางของวิญญาณ ก้าวสู่สังสารวัฏ เวียนว่าย ตาย เกิด
Panorama Media / Projection mapping / Run-time 11’ 38”
สื่อวีดิทัศน์นี้สร้างขึ้นโดยมีพื้นฐานจากภาพวาดทางพุทธศาสนาในสมัยโชซอน (พ.ศ. ๑๙๓๕ – ๒๔๕๓) ที่ได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี อาทิ ภาพพญายมราชทั้งสิบ ภาพยมทูต ภาพการเทศนาของพระธยานิพุทธอมิตาภะ “การเดินทางของวิญญาณ” ได้พาเราสำรวจเข้าไปในโลกหลังความตายตามแบบที่ชาวเกาหลีในอดีตรับรู้ ในโลกทัศน์ของชาวพุทธความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่หมายถึงการเริ่มต้นใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง สื่อดิจิทัลเสมือนจริงเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการเดินทางของวิญญาณผ่านภาพวาดในชุด “พญายมราชทั้งสิบ” แสดงภาพพระราชาผู้ปกครองดินแดนนรกทั้งสิบขุม ในทางพุทธศาสนา เชื่อว่าเมื่อตายไป เราจะได้รับการพิพากษาจากพญายมราชทั้งสิบองค์นี้ภายในช่วงเวลา ๓ ปี การที่จะให้ไปจุติในภพภูมิใดขึ้นอยู่กับกรรมดีและกรรมชั่วที่กระทำในขณะที่มีชีวิตอยู่ นรกในศาสนาพุทธเป็นอุบายเตือนใจให้มนุษย์ละเว้นกรรมชั่ว เลือกประกอบแต่กรรมดี ขณะเดียวกันเป็นการสั่งสอนว่า ความดีและความชั่วยังส่งผลแม้ภายหลังจากความตาย เราลองมาเดินบนเส้นทางแห่งการพิพากษาและการเกิดใหม่อันยาวไกลและขรุขระ ที่แสดงถึงการเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปด้วยกัน
-------------------------------------------------
สื่อวีดิทัศน์ดิจิทัลเสมือนจริง
กระบวนพยุหยาตราและผู้คน
Panorama Media / Projection mapping / Run-time 11’ 36”
อึย-คเว (แบบธรรมเนียมในราชสำนัก) จากราชสำนักโชซอน ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโดย ยูเนสโก เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ในฐานะมรดกด้านบันทึกเอกสารและลายลักษณ์อักษรที่โดดเด่นของเกาหลี เป็นบันทึกที่ประกอบด้วยเรื่องราวและภาพวาดเกี่ยวกับพระราชพิธีที่ได้มีขึ้นมานานกว่า ๕๐๐ ปี ของราชวงศ์โชซอน (พ.ศ. ๑๙๓๕ – ๒๔๕๓) สื่อดิจิทัลเสมือนจริงเรื่อง “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน” สร้างขึ้นจากบันทึก และภาพวาดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธรรมเนียมประเพณีของราชวงศ์โชซอน รวมถึงบันทึก “อึย-คเว” ที่จัดเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี นำมาถ่ายทอดให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความอลังการของกระบวนพยุหยาตราในรัชสมัยพระเจ้าชองโจ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๒๙๕-๒๓๔๓) กษัตริย์องค์ที่ ๒๒ แห่งราชวงศ์โชซอน พระเจ้าชองโจทรงนำกระบวนเสด็จไปยังป้อมฮวาซอง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๘ และเสด็จไปอีกครั้งหนึ่งในงานเฉลิมฉลองการก่อสร้างป้อมฮวาซองสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๓๓๙ ขบวนเสด็จของกษัตริย์ที่เสด็จไปนอกพระราชวังเป็นพิธีที่แสดงถึงพระเกียรติยศของกษัตริย์ และเป็นสิ่งที่งดงามตระการตาสำหรับผู้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าชื่นชมพระบารมีในสมัยนั้น ขบวนเสด็จของกษัตริย์เมื่อไปถึงสถานที่ใดกษัตริย์ชองโจก็จะพระราชทานข้าวสารแก่ผู้ที่มาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดและเลี้ยงอาหารกับผู้ชรา “กระบวนพยุหยาตราและผู้คน” เป็นการนำเสนอภาพที่สร้างขึ้นใหม่ ของการเฉลิมฉลอง กระบวนเสด็จอันสง่างามและยิ่งใหญ่ของพระราชา งานเลี้ยงพร้อมดนตรีและการเต้นรำ และการฝึกทหารที่เข้มข้น เชิญชวนให้ย้อนเวลากลับไปในอดีตเมื่อสองศตวรรษก่อน
-----------------------------------------------------พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
สมัยรวมอาณาจักรชิลลา พุทธศตวรรษที่ ๑๔
หินแกรนิต
ขุดพบที่วัดพงฮวังซา เมืองคยองจู ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี
จัดเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี
ประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นี้ สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษศที่ ๑๔ ขุดพบที่วัดพงฮวังซา เมือง คยองจู ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี วัดพงฮวังซาเป็นหนึ่งในวัดแรกเริ่มของเมืองคยองจูซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรชิลลา (พ.ศ. ๔๘๖-๑๔๘๗) อาณาจักรโบราณของเกาหลี วัดนี้เป็นวัดสำคัญที่สถาปนาโดยราชสำนัก ประติมากรรมนี้ประดับตกแต่งเครื่องศิราภรณ์ที่ประดิษฐานรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะอันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเต ศวรบนพระเศียร และประดับตกแต่งพระวรกายด้วยเครื่องประดับต่างๆ พระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำอมฤต (กุณฑิกะ) พระพักตร์กลม พระเนตรหลุบลงต่ำ พระวรกายใหญ่ดูหนักแน่น ยืนบนฐานดอกบัว พื้นผิวมีลักษณะหยาบตามเนื้อหินแกรนิตที่นำมาแกะสลัก หินแกรนิตเป็นวัสดุที่แกะสลักได้ยากเนื่องจากมีเนื้อที่ค่อนข้างหยาบ แต่ก็เป็นวัสดุที่นิยมนำมาใช้ในงานประติมากรรมทางพุทธศาสนาสมัยโบราณของเกาหลีมากที่สุด ประติมากรรมหินแกรนิตจากเกาหลีมีการแสดงรูปแบบที่เป็นนามธรรมอย่างชัดเจน ในขณะที่ประติมากรรมหินทรายหรือหินปูนจากประเทศจีน อินเดีย และเอเชียใต้มีการแสดงออกที่นุ่มนวลและละเอียดอ่อนกว่า นับตั้งแต่พุทธศาสนาได้เข้ามาเผยแพร่ในเกาหลีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรได้ถ่ายทอดออกมาเป็นประติมากรรมที่มีรูปแบบและวัสดุที่หลากหลาย เพื่อการเคารพบูชาแด่พระผู้ทรงช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งปวง
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ 12-13 / หินทราย / Wat Sala Thueng, Chaiya District, Surat Thani Province วัดศาลาทึง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี
/ จัดเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในภาคผู้บำเพ็ญพรต เกล้าผมสูงเหนือศีรษะ หรือที่เรียกว่า “ชฎามกุฎ” ที่มวยผมประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ อันหมายถึงพระธยานิพุทธอมิตาภะ และห่มหนังกวางที่พระอังสา (ไหล่) ด้านซ้าย พระเนตรมองลงเบื้องล่าง ตามพระนามของพระองค์ “อวโลกิเตศวร” อันหมายความว่า “พระผู้มองลงต่ำ” พระบาทและพระกรหักหายไปสันนิษฐานว่าน่าจะทรงถือดอกบัวในพระหัตถ์ซ้าย คติการนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทศาสนาฝ่ายมหายานมีความสำคัญและแพร่หลายจากอินเดียมาสู่ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น