วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

“ทานและวัด” ไม่ใช่ทางออกหนึ่งเดียวของบุญ


“ทานและวัด” ไม่ใช่ทางออกหนึ่งเดียวของบุญ

     หลายคนมักเข้าใจว่า ทำบุญกับทำทานมีความหมายเดียวกัน แท้ที่จริงแล้ว ทาน เป็นเพียงพื้นฐานของการทำบุญที่หยาบที่สุดและทำได้ง่ายที่สุดก็ว่าได้ ทำทานเพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนียว การยึดติดในใจ

     เราสามารถทำบุญได้ทั้งแรงกาย แรงใจ เวลา หรือวัตถุปัจจัย และสามารถทำบุญได้โดยไม่จำกัดสถานที่ ไม่จำเป็นว่าต้องทำบุญที่วัดหรือทำบุญกับภิกษุสงฆ์เท่านั้น ดังความที่ปรากฏในพระไตรปิฎกว่า

     “ชนเหล่าใดปลูกป่า สร้างสะพาน จัดหาเรือข้ามฟาก จัดที่บริการน้ำดื่ม ขุดบ่อน้ำ สร้างที่พักอาศัย บุญของชนเหล่านั้นย่อมงอกงามทุกทิวาราตรีกาล ชนเหล่านั้นเป็นผู้มีคุณธรรม มีศีลอยู่ในทางแห่งความดีงาม”

     หากขยายความให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เรายังสามารถทำบุญได้ถึง 3 ประเภทด้วยกัน คือ

     ทำบุญกับผู้อื่น อ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติคนรอบข้าง มีน้ำใจให้กันและกัน ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล ตอบแทนผู้มีพระคุณ ให้อภัย (อภัยทาน) ให้ความรู้ คำแนะนำแก่ผู้ไม่รู้ (วิทยาทานและธรรมทาน)

     ทำบุญกับสังคม ปฏิบัติตามกฎหมาย รักษาสาธารณสมบัติ สืบสานวัฒนธรรมประเพณี ต่อต้านการคดโกง การเอารัดเอาเปรียบชาติบ้านเมือง เป็นหูเป็นตาให้สังคม

     ทำบุญกับธรรมชาติ ตระหนักในประโยชน์ที่ได้รับจากป่าไม้ สายน้ำ ผืนดิน ท้องฟ้า เช่น ลดการใช้พลาสติกและโฟม ไม่ทิ้งขยะ ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลอง ไม่ทำลายป่าหรือล่าสัตว์ป่า และปลูกป่าทดแทน

     พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ให้ข้อคิดถึงเรื่องความนิยมในการเขียนชื่อ – นามสกุลลงบนข้าวของที่ถวายให้แก่วัดว่า แม้จะเป็นการสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมจริง แต่การทำบุญแบบนี้ถือว่ายังมีเยื่อใยในทานที่ถวาย เพราะมุ่งหวังให้คนรับรู้ว่าใครเป็นผู้ถวายทานนั้นหรือหวังให้คนชื่นชม 

     การทำบุญอย่างนี้จึงไม่ได้ละความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเลย แต่เป็นการประกาศตัวตนอีกแบบหนึ่งนั่นเอง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น